วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

การหย่าร้าง

ปัญหาความแตกแยกระหว่างครอบครัว “การหย่าร้าง”
ชีวิตมีการเริ่มต้นก็ต้องมีจุดจบ มีเกิดก็ต้องมีตาย เมื่อถึงจุดจบ แต่ละคนก็เป็นไปตามวิถี ชีวิตของตน ชีวิตการแต่งงานก็เช่นกัน มีการสิ้นสุดลงโดยวิธีการหย่าร้าง การตายจากกัน การละทิ้ง การแยกกันอยู่ คู่สมรสอาจจะอยู่กันนาน บางคู่ก็อาจจะอยู่กันสั้น
การหย่าร้าง คือ การสิ้นสุดชีวิตแต่งงานของคู่สมรส เป็นการแตกแยกของบุคคลที่เคยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด การหย่าร้างในตัวของมันเองเป็นเรื่องเศร้า เป็นการทำลายความรัก ความเชื่อของบุคคลที่เคยผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง แต่การหย่าร้างก็ไม่ใช่ความเศร้าที่ถาวร เพราะอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขได้เหมือนกัน
การหย่าร้างเป็นปัญหาการแตกแยกของครอบครัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยเราการหย่าร้างมีกรณีที่จะยกเป็นข้ออ้างได้หลายกรณีคือ
• สามีหรือภรรยามีชู้ นอกใจซึ่งกันและกัน
• ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายหนึ่งบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งถึงบาดเจ็บ หรือหมิ่นประมาทอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
• สามีหรือภรรยาจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินกว่าหนึ่งปี หรือไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง จนอีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจจะอยู่กินเป็นสามีภรรยาต่อไป อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
• สามีภรรยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ปล้นทรัพย์โจรสลัด หรือปลอมแปลงเงินตรา หรือต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดอย่างอื่นเกินกว่าสามปี อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
• สามีหรือภรรยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญและศาลยังไม่เพิกถอนคำสั่งนั้น อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
• สามีหรือภรรยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ เพราะเหตุวิกลจริตตลอดมาเกินกว่าสามปีนับแต่วันศาลสั่ง และความวิกลจริตนี้ ไม่มีทางรักษาให้หายได้ถึงขีดที่จะอยู่กินเป็นสามีภรรยาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
• สามีหรือภรรยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
• สามีหรือภรรยาเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอันอาจเป็นภัยอีกฝ่ายหนึ่ง และโรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
• สามีหรือภรรยามีอวัยวะสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์จนไม่มีความสามารถจะอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
ปัญหาการหย่าร้างมีผลกระทบทำให้เด็กในสังคมไทยก่อปัญหาทางสังคมมากมาย ด้วยสาเหตุที่เด็กอยู่ในครอบครัวแตกแยก จะขาดความรัก ความอบอุ่น มีความรู้สึกไม่มั่นคง เนื่องจากลูกเคยชินต่อสภาพพ่อแม่ให้ความรัก ความอบอุ่น และความมั่นใจแก่เขา แต่ความสัมพันธ์แบบนี้ต้องถูกทำลายไป ทำให้มีผลกระทบ
กระเทือนต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล เช่น เด็กที่เคยยึดพ่อแม่เป็นแบบฉบับ ในเรื่องค่านิยม อารมณ์ แบบของความประพฤติที่ช่วยให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดี แต่เมื่อหน่วยของครอบครัวถูกทำลายลง ลูก ๆ บางครั้ง
ก็ไม่ทราบว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร ซึ่งอาจทำให้เขาผิดหวัง และมีเรื่องที่ทำให้สะเทือนใจ กลายเป็นเด็กกระทำผิด เช่น การประพฤติผิดทางเพศ ติด ยาเสพติด และการเป็นเด็กจรจัด ฯลฯ การปรับตัวของเด็ก หลังการหย่าร้าง ลูกมักจะอยู่กับแม่ ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนต่อบุคลิกภาพของเด็ก เพราะทั้งพ่อและแม่จะเป็นคนอบรมเด็ก และเด็กก็เรียนรู้บทบาทจากพ่อและแม่ ซึ่งเป็นต้นฉบับสำหรับชีวิตของผู้ใหญ่ แต่ถ้าเหลือแต่แม่ และแม่ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ โดยบางครั้งแม่ก็ไม่สามารถปลูกฝังพฤติกรรมแบบพ่อให้แก่ลูกได้ ทำให้เด็กมีปัญหาทางเพศ เช่น เด็กผู้ชายจะมีนิสัยเป็นผู้หญิง (ตุ๊ด) ในอีกแง่มุมเด็กที่ถูกเลี้ยงดูจากพ่อก็จะมีพฤติกรรมเลียนแบบพ่อ แต่อย่างไรก็ตามเด็กทั้งหญิงและชายโดยทั่วไปมักจะมีความใกล้ชิดชอบกับแม่มากกว่าพ่อ แม่จึงมีอิทธิพลโน้มน้าวจิตใจเด็กได้มากกว่า และในกรณีที่ครอบครัวไม่มีความสุข ลูกสาวและลูกชายมักจะเข้าข้างแม่มากกว่าพ่อ
การหย่าร้างเป็นการสิ้นสุดชีวิตแต่งงานของคู่สมรส ย่อมเป็นเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นใน สังคมไทย โดยเฉพาะผู้หญิงที่หย่าร้างมักจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูก หรือ ทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว การลดปัญหาการหย่าร้างนั้น ทำได้ไม่ยากนักเพราะ เป็นความต้องการทั้งสองฝ่ายที่จะแยกกันอยู่อย่างเด็ดขาด ทางที่จะช่วยได้ก็คือ พยายามประวิงเวลาของการหย่าร้างไว้ก่อนถ้าเป็นไปได้ มีหลายคู่เหมือนกันที่มีเจตจำนงจะหย่าร้างกัน เจ้าหน้าที่ก็แนะนำหาเหตุผลประกอบทั้งผลดีและผลเสีย ทำให้เปลี่ยนใจภายหลังได้ อาจจะให้โอกาสแต่ละฝ่ายใช้เวลาไตร่ตรองให้นาน ๆ เสียก่อนได้ หรือถ้าหากพิจารณาคดีของการหย่าควรจะทำเป็นความลับ เพื่อไม่ให้แต่ละฝ่ายเสียชื่อเสียง นอกจากนั้นก็หาทางให้ การศึกษาเรื่องเพศศึกษาแก่ครอบครัว เพื่อเป็นการสอนแนวทางชีวิตเป็นจริงในสังคม เน้นหนักในด้าน การศึกษาอย่างแท้จริง เพราะจะเป็นภัยอย่างยิ่งถ้าถือว่าเป็นเรื่องลึกลับต้องห้าม เพื่อป้องกันปัญหาอันจะเกิดตามมาภายหลังจากการหย่าร้าง

นายณัฐพจน์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
เลขที่10 รปศ.502

กฎหมายที่ควรรู้ เกี่ยวกับการแจ้งความเท็จ

การแจ้งความเท็จ
จากข่าวจะเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ สังคมได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษเรื่องของ
อดีตนักร้อง นักแสดงชื่อดัง นาธาน โอมาร ได้ตกเป็นข่าวทางด้านลบมากมาย จากกรณีที่ นาธาน ได้เคยกระทำโดยการหลอกลวงกับผู้อื่นไว้ ซึ่งตอนนี้ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงของนาธาน จนบางคนได้รับความเดือดร้อนถึงขั้นจะสูญเสียที่ดิน ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายไป ก็ต่างพากันออกมาแฉ นาธาน ให้กับสังคมได้รับรู้
แต่ นาธาน ผู้ต้องหาของสังคมผู้นี้ กลับไม่มีการยอมรับ และยังมีข้อแก้ตัวต่างๆ นานา เพื่อให้ตนเองพ้นผิด และต่อมา เมื่อผู้เสียหายทั้งหมดได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ เพื่อที่จะให้เอาผิดกัยนาธาน ซึ่งต่อมานาธานก็ได้มีการปลอมแปลงเอกสาร และนำข้อมูลที่เป็นเท็จไปแจ้งให้กับตำรวจ
ก็เพื่อหวังที่จะให้ตนเองพ้นผิด
ฉะนั้น การกระทำของ นาธาน ก็เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายของ การแจ้งความเท็จดังนี้
มาตรา 172 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน หรือ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือ ประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดิฉันขอเพิ่มข้อที่ควรรู้อีกนิดนะค่ะ
การแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานเป็นความผิดได้หลายประการ
มาตรา 137 เป็นบททั่วไป
ถ้าเป็นผิดตามมาตรา 172,173 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วก็ไม่เป็นผิดตามบททั่วไป
ฟ้องเท็จ มาตรา 175
เบิกความเท็จ มาตรา 177
แปลข้อความเท็จ มาตรา 178
ทำหลักฐานเท็จ มาตรา 179
นำสืบพยานเท็จ มาตรา 180
แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ มาตรา 267
แต่การบอกชื่อเท็จ เป็นความผิดลหุโทษ ตามมาตรา 367 เป็นบทเฉพาะยกเว้นบทอื่น
ตัวอย่างการแจ้งความเท็จ เช่น
ก. ถูกคนร้ายฆ่าตาย จำเลยเห็น ส. กับ ฮ. ร่วมกันฆ่า ก. ตาย โดยมิได้เห็น ท. ร่วมกระทำความผิดด้วยแต่จำเลยได้แจ้ง แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ออกไปสืบสวน และให้การต่อพนักงานสอบสวน ว่าเห็น ท. ร่วมกับ ส. และ ฮ.ฆ่า ก. จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน และเจ้าพนักงาน ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ตามมาตรา 172 เมื่อการกระทำของ จำเลยต้องด้วยมาตรา 172 ที่บัญญัติเป็นความผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยทั่วไปอีก กรณีที่จำเลยแจ้งความกล่าวหา เป็นเรื่องมีคนร้ายฆ่านายกวงตาย ซึ่งได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง มิใช่แจ้งความกล่าวหาโดยมิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 173

นางสาว พัชรินทร์ แสวงหา
รปศ.502 เลขที่ 21 ผู้เขียน

บทความ เรื่อง การหย่าร้าง ที่ชีวิตคู่ควรรู้

การหย่าร้าง

การหย่าร้าง หมายถึง การสิ้นสุดของชีวิตคู่ เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ หรือมีเหตุผลทางสังคมอย่างอื่น
การหย่าร้างของคู่สมรส ของคู่จดทะเบียนสมรสมี 2 แบบ คือ การหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย และการหย่าโดยการฟ้องหย่า
การหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย ที่ทำการจดทะเบียนสมรสจะไปทำการหย่ากันที่อำเภอ ตกลงกันในเรื่องทรัพย์สิน บุตร ค่าเลี้ยงดู และบันทึกไว้เป็นหลักฐาน พร้อมด้วยพยาน 2 คน เรียกว่า จดทะเบียนหย่า
การหย่าร้างก่อให้เกิดผลเสีย คือ นำความผิดหวังมาสู่คู่สมรส และบุตร ทำให้เสียบุคลิกภาพ เกิดความทุกข์ทรมานใจ การหย่าร้างยังก่อให้เกิดปัญหาสังคม เช่น โสเภณี ปัญหาเด็กและเยาวชน ฯลฯ เกิดความหมางเมินระหว่างความสัมพันธ์ของญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย และฝ่ายหญิงมักประสบปัญหาการดิ้นรนแสวงหาการเลี้ยงชีพและบุตร
ดิฉันคิดว่าปัจจุบันนี้ การหย่าจะเกิดขึ้นได้ ง่ายมากๆ หากทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องอนาคตกันได้ การหย่านั้นแน่อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เซ็งหน้ากันขึ้นมาก็ขอหย่า มันต้องมีสาเหตุ เมื่อสาเหตุมันเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตัดสินใจได้ว่า อนาคตของทั้งคู่จะเป็นอย่างไร
แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณต้องการจะหย่าร้างกัน ดิฉันคิดว่าควรปฏิบัติดังนี้
1.หาทนาย
การหย่ากันให้เป็นผลนั้น ต้องทำตามกฏหมาย มีเอกสารหย่าเป็นหลักฐาน ซึ่งจำเป็นต้องมีทนาย หากว่าทั้งสองตกลงกันได้ด้วยดี ก็อาจจะมีเพียงผู้ประสานการหย่าร้าง ซึ่งเขาจะทำหน้าที่คอยดูแลให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายจากกันได้ด้วยดี และจะไม่มีปัญหาอะไรในอนาคต
2. ขอหย่า
การหย่าร้างจะทำได้ 2 วิธี คือ
1. แยกกันอยู่ หากว่าคุณทนไม่ได้ที่จะต้องอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน กรณีนี้ทั้งคู่ยังคงเป็นสามีภรรยากันอยู่ คุณจะแยกกันอยู่ก็ได้ ถ้าหากว่ายังไม่พร้อมทางด้านการเงินที่จะต้องหย่าร้างกันจริงๆ หากภายหลังทั้งคู่พร้อม ก็ทำการหย่าร้างกันตามกฏหมายต่อไป
2. หย่าร้างกันไปเลย กรณีหลังนี้ต้องให้ทนายหรือผู้ประสานงานหย่าร้าง ทำหนังสือคำขอ ยื่นพร้อมกับเอกสารทะเบียนสมรส และใบแจ้งเกิดของทั้งคู่และบุตร(ถ้ามี)ไปยังศาล ทั้งคู่จะเลิกกันตามกฏหมายและสามารถจะแต่งงานใหม่กับบุคคลอื่นได้ในภายหลัง
หลังจากที่รู้ว่าจะไม่อยู่ด้วยกันแล้ว สิ่งสำคัญที่เป็นหัวข้อในการจัดการก็คือลูก และเรื่องการเงิน (หรือสินสมรส) ว่าจะแบ่งกันอย่างไร ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องนี้กันได้ก่อนหย่า ทนายก็สามารถจะแจ้งเรื่องขึ้นสู่ศาลได้เลยล่วงหน้า ทั้งนี้เราต้องทำรายการว่าสินทรัพย์ที่มีนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

การฟ้องหย่า
เมื่อสองฝ่ายตกลงกันด้วยดีไม่ได้ หรืออีกฝ่ายยักท่า ไม่ยอมหย่า ก็ต้องฟ้องหย่า การฟ้องหย่านั้นจะทำได้โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องมีทนายความของตนเอง และห้ามใช้ทนายคนเดียวกัน

การฟ้องหย่าเริ่มต้นด้วยการยื่นคำร้องขอหย่า ซึ่งจัดทำโดยทนายของคุณ ทนายจะต้องรวมรวมข้อมูล เอกสาร และหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ศาลยินยอมให้คุณได้หย่า ทั้งนี้ทนายของอีกฝ่ายก็สามารถยื่นเอกสารเพื่อให้คำร้องของคุณตกไป เมื่อศาลมีเอกสารของทั้งสองฝ่ายแล้วก็จะเชิญทั้งคู่มาให้ปากคำในศาล หลังจากสองอาทิตย์เมื่อได้ผลสรุปและการตัดสินจากศาล ศาลก็จะออกใบอนุมัติการหย่าของคุณมา ซึ่งจะมีรายละเอียดการตกลงในเรื่องต่างๆขัางต้น ทั้งคู่ต้องยินยอมรับไปปฏิบัติตาม การต่อสู้ในชั้นศาลอาจะใช้เวลาสามเดือนขึ้นไป หรือนานกว่านั้น
หากว่าคุณมีลูก ศาลจะตัดสินจากปัจจัยต่างๆ ว่าลูกควรจะอยู่กับใคร และ ถ้าลูกคุณอายุเกิน 12 ปี ซึ่งถือว่าตัดสินใจเองได้ ศาลจะให้เด็กเป็นผู้เลือกว่าอยากอยู่กับใคร ถ้าหากว่าคุณยังไม่พอใจกับผลการตัดสินของศาล คุณสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อไปในชั้นสูงได้ ภายในสองเดือนหลังจากผลของการตัดสินแรก
แต่สุดท้ายนี้ดิฉันก็ขอฝากแนวคิดเล็กๆ น้อยให้กับชีวิตคู่ทั้งหลาย …ว่า…
คำเตือนและคำแนะนำสำหรับคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน ชีวิตแต่งงานของคุณ ไม่มีบุคคลที่สามใดที่จะเข้าใจได้ดีกว่าคุณทั้งคู่เอง หากว่าการทนอยู่ด้วยกันมีแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่าย รวมทั้งลูกหมดความสุข การเลือกที่จะหย่าร้างก็เป็นสิทธิของทั้งคู่ อย่าทำให้คนรอบข้างเดือดร้อนด้วยการพยายามเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าแต่งงานเพียงเพราะว่าคุณคิดว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น การแต่งงานที่ขาดความรักความเข้าใจและโดยอย่างยิ่งความอดทน จะเป็นผลไปสู่การหย่าร้างกันในเร็ววัน เมื่อคุณตัดสินใจแต่งงาน อย่าลืมว่าคุณได้ใช้เวลาปลูกต้นรักมา ก่อนจะเลิกรากัน ใช้เวลาพิจารณาสิ่งที่คุณได้ทำร่วมกัน และนึกถึงอนาคตของบุคคลที่สามด้วย อย่าพยายามคิดล่วงหน้าไปถึงการหย่าร้าง เพราะนั้นหมายถึง เป็นการทำร้ายบุคคลที่สาม ที่เรียกว่า ลูก ของคุณก็ได้

นางสาว พัชรินทร์ แสวงหา
รปศ. 502 เลขที่ 21 ผู้เขียน

บทความการหย่าร้าง
การหย่าร้าง หมายถึง การสิ้นสุดของชีวิตคู่ เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ หรือมีเหตุผลทางสังคมอย่างอื่น การหย่าร้างของคู่สมรส ของคู่จดทะเบียนสมรสมี 2 แบบ คือ การหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย และการหย่าโดยการฟ้องหย่า
เมื่อหย่าเสร็จดิฉันคิดว่าอารมณ์หลังการหย่าร้าง มีทุกรูปแบบและทุกอาการ บางคู่หย่าด้วยดี หลังจากร่วมกันแก้ปัญหาไม่ได้หรือไม่ลงตัว บางคู่ก็เป็นศัตรูกันอย่างถาวรและมีลูกเป็นเครื่องต่อรอง ไม่มีภาพเดิมของคนที่รักกัน
หากคนที่ยังเสียใจอยู่ ขอให้มีกำลังใจสู้ต่อ นึกแค่ว่า คน 2 คนไม่รักกันแล้ว ไม่ใช่เนื้อคู่กัน หรือเรายังรักเขาอยู่แต่อยู่ร่วมกันไม่ได้ไม่ว่าสาเหตุใดก็ตามทำใจให้เข้มแข็ง ร้องไห้เถอะคะ ร้องให้พอ นั่งนึกถึงสิ่งที่คุณเสียใจและเสียดายแล้วร้องให้พอ
ยกตัวอย่างเช่นคนที่รู้จักกันแต่ถือว่าเป็นญาติแล้วกัน คือ หญิงคนนั้นไปแย่งแฟนชาวบ้านเขาแล้วทีนี้ภรรยาของเขารู้ว่าสามีแอบไปมีชู้แถมผู้หญิงทั้งสองคนนั้นสนิทกันมาก บ้านก็อยู่ติดกันรู้ทั้งรู้ว่าของเพื่อนแล้วยังไปมั่ว เมื่อภรรยารู้แล้วก็ขอหย่าจากสามีโดยทั้งสองฝ่ายต่างยินยอม แต่คนที่น่าสงสาร คือ ลูกๆ ของทั้งสองคน ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนไม่อยากเป็นเมียน้อยหรือเมียหลวงอยากเป็นคนเดียวที่จะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไปเท่านั้น
นางสาวศรุตา โอมณี เลขที่ 33 รปศ.502 ผู้เขียน

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความการแจ้งความเท็จ

ตัวอย่างการแจ้งความเท็จ
จากประสบการณ์ที่ครอบครัวของดิฉันได้ประสบปัญหาที่เป็นข้อหาการแจ้งความเท็จ คือ เหตุการณ์ที่พี่ชายของดิฉันได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ถูกคู่กรณีกล่าวหาว่าเป็นคนขับรถชนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นพี่ชายของดิฉันไม่ได้เป็นคนที่ขับรถไปชนแต่มีรถคันอื่นที่ขับมาชน
วันนั้นซึ่งเป็นวันฮารีรายอซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม พี่ชายและเพื่อนๆของดิฉันได้ไปเที่ยวที่ชายหาดปากบารา จังหวัดสตูล เวลาประมาณบ่าย 2 กว่าจะได้ เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นที่สะพาน พี่ของดิฉันกำลังมุ่งหน้าไปหาดปากบาราแล้วมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งซึ่งขี่มาทางด้านหลังซึ่งจะแซงรถพี่ชายของดิฉัน แต่แล้วปัญหาก็เกิดขึ้น ตอนที่เขาแซงมีรถยนต์อีกคันสวนเข้ามาทำให้เขาที่กำลังจะแซงรถของพี่ชายดิฉันแซงไม่พ้นเขาอยู่ในอาการมึนสุราด้วย ทำให้เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าพี่ชายของดิฉันชนกับคนที่ขี่จักรยานยนต์คนนั้นตอนที่ชนแล้วเขายังไม่ตายแต่มีรถยนต์อีกคันมาจากไหนไม่รู้พุ่งชนเขาอีกครั้งแล้วหลบหนีไป ทำให้พี่ชายของดิฉันกลายเป็นผู้ต้องหาขับรถชนคนตาย แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นตกลงกันทั้งสองฝ่ายไม่ได้ เพราะทางครอบครัวของจำเลยไม่ยอมกล่าวหาว่าพี่ชายของดิฉันเป็นคนทำให้ลูกของเขาเสียชีวิต แต่ทางฝ่ายครอบครัวดิฉันก็รับผิดชอบจ่ายค่าทำศพให้เรียบร้อยนึกว่าเหตุการณ์จะจบลง แต่เขาไม่ยอมยังคิดว่าพี่ชายเป็นคนผิด เรื่องจึงขึ้นศาลในขณะที่เขาฟ้องร้องแจ้งความเท็จต่อศาลว่าพี่ชายเป็นคนขับรถชนลูกชายเขาแต่เขาไม่มีหลักฐานที่จะเอาความผิดพี่ชายดิฉันได้เพราะที่เกิดเหตุก็บ่งบอกว่าพี่ชายไม่มีความผิด เนื่องด้วยหลักฐานที่ชัดเจนพร้อมพยานหลักฐานที่เป็นข้อยืนยันว่าพี่ชายไม่ได้ขับรถชนเขาทางครอบครัวจึงสู้คดี ตอนนี้ครอบครัวของดิฉันก็หลุดพ้นคดีแล้วด้วยพยานหลักฐานมีน้ำหนักกว่าทางเขา
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงอยากให้คนที่ขับขี่รถควรระมัดระวังในการขับขี่ ขับอย่างปลอดภัยเพื่อชีวิตและตัวคุณเอง
จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 172 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา คือ
องค์ประกอบภายนอก
1.แจ้งข้อความ
2.อันเป็นเท็จ
3.เกี่ยวกับความผิดอาญา
4.แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
5.ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
องค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดา

นางสาวศรุตา โอมณี เลขที่ 33 รปศ.502 (ผู้เขียน)

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์

http://wwwpb4thcom.blogspot.com/2008/07/blog-post.html

แสดงความคิดเห็น เรื่องhappy birthday สิทธิการตาย

เรื่องย่อ


พระเอกเป็นช่างภาพนิตยสารได้เข้าร้านหนังสือ เพื่อหาหนังสือที่มีรูปสวยๆ แต่กลับพบว่าหนังสือที่สนใจและมีเพียงเล่มเดียวนั้น มีคนมือบอนเขียนข้อความ ลงในหนังสือตามรูปต่างๆ เพื่อบอกว่าความจริงกับรูปที่ถ่ายเป็นอย่างไร ในที่สุดพระเอกได้ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนั้น โดยมีข้อแม้ให้คนขาย วางหนังสือไว้ที่เดิม เพื่อเฝ้าดูคนมือบอน และมีการเขียนตอบโต้กัน ในหนังสือเล่มนั้น แต่พระเอกก็ยังไม่มีโอกาสเจอคนมือบอนสักครั้ง แต่ในที่สุดพระเอกก็ได้พบคนที่เขียนข้อความในหนังสือซึ่งก็คือนางเอกนั่นเอง โดยได้พบกันบังเอิญในร้านอาหารที่พระเอกได้แนะนำไป และนางเอก อยากลองพิสูจน์ว่าอาหารอร่อยจริงหรือไม่ และทำให้เป็นจุดเริ่มความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คน แต่ภายหลังนางเอกก็เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ต่อหน้าพระเอก ในวันเกิดของพระเอก ที่ทั้ง 2 ได้นัดพบกัน และวันนั้นพระเอกก็ได้ สัญญากับนางเอกว่าจะดูแลกันและกันจนกว่าอีกฝ่ายจะตายจากไป เมื่อนางเอกประสบอุบัติเหตุทำให้ก้านสมองตาย และพ่อกับแม่ ของนางเอกตัดสินใจปล่อยให้ลูกตายจากไป แต่พระเอกกับไม่ยอม โดยยอมเสียสละตัวเองดูแลนางเอกตามสัญญา แม้จะต้องแลกด้วยทุกอย่าง
บทความที่น่าสนใจ
1.พินัยกรรมชีวิต
2.คนไข้มีสิทธิเหมือนตายสงบ
3.คณะรัฐมนตรีผ่านกฎหมายกระทรวง
สิทธิผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 ที่อนุญาติให้ทำพินัยกรรมชีวิต หรือหนังสือแสดงสิทธิปฎิเสธการรักษา หมายถึง การไม่ขอรักษาที่ทำไปเพื่อยืดการตาย หรือยึดชีวิตที่ไม่อาจฟื้นกลับมาเหมือนเดิมได้

วิเคราะห์ พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็น
จากเรื่องย่อเรื่อง happy birthday เมื่อนางเอกประสบอุบัติเหตุทำให้ก้านสมองตาย และพ่อกับแม่ ของนางเอกตัดสินใจปล่อยให้ลูกตายจากไป แต่พระเอกกับไม่ยอม โดยยอมเสียสละตัวเองดูแลนางเอกตามสัญญา แม้จะต้องแลกด้วยทุกอย่าง
ตามข้อกฎหมายจะกล่าวบัญญัติเกี่ยวเรื่องสิทธิการตายว่าบุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง" จะเห็นได้ว่ามาตรานี้ ทำให้เกิดสิทธิขึ้น 2 อย่างด้วยกัน คือ
-สิทธิการตาย - เป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรงที่จะตาย (อย่างมีศักดิ์ศรี?)
-สิทธิที่จะฆ่า - ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาลสามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย
กฎหมาย ตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้ไม่เป็นการทรมารให้ผู้ป่วยจะต้องทนทุกข์ทรมารเกิน อย่างเช่นที่พระเอกพยายามที่จะยื่อชีวิตของนางเอกไว้ เพื่อที่จะทำตามสัญญาที่ได้เคยสัญญากับนางเอกไว้ว่าจะไม่ถึงกัน ถึงแม้ว่าชีวิตจะหาไม่ก็ตาม ก็จะไม่มีวันที่จะจากกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า พระเอกพยายามที่จะยื้อชีวิตของนางเอกไว้ ทั้งๆที่ในเรื่องดูเหมือนว่ายังไงนางเอกก็จะไม่มีวันฟื้นอีกแล้ว แต่ตัวเอกก็ยังดื้อที่จะยังเก็บนางเอกเอาไว้ ก็เหมือนกับทำให้นางเอกต้องตายทั้งเป็น
ฉะนั้น ที่พ่อ –แม่ของนางเอกได้ตัดสินใจปล่อยให้ลูกตายจากไปดิฉันคิดว่าได้ทำถูกแล้วเพราะคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ไม่ควรที่ยื่อชีวิตลูกเอาไว้ทั้งๆที่มองไม่เห็นทางว่ายังไงลูกก็ต้องตายและสุดท้ายพระเอกก็ควรที่จะทำตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 ที่ สิทธิผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 ที่อนุญาติให้ทำพินัยกรรมชีวิต หรือหนังสือแสดงสิทธิปฎิเสธการรักษา หมายถึง การไม่ขอรักษาที่ทำไปเพื่อยืดการตาย หรือยึดชีวิตที่ไม่อาจฟื้นกลับมาเหมือนเดิมได้
เรียบเรียงโดย
นางสาว พัชรินทร์ แสวงหา
เลขที่ 21 รปศ.502